อายุที่ควรมาจัดฟัน• โดย ทพญ. กัญญารัตน์ อินทร์แก้ว

อายุที่ควรมาจัดฟัน
หนึ่งในบรรดาคำถามยอดฮิตที่ผู้ปกครองมักถามหมอเสมอคือ ควรพาลูกมาพบหมอเมื่ออายุเท่าไรเพื่อจัดฟัน
บางคนมาตั้งแต่อายุน้อยไป หมอบอกว่าให้รอหน่อยค่อยมา
บางคนมาตอนเป็นวัยรุ่น หมอกลับบอกว่ามาช้าไป
บางคนโตมากแล้ว (เลยเบญจเพสมาก็โขแล้ว) หมอก็บอกว่ายังจัดได้
หมอจะเอาให้แน่สักอย่างไม่ได้หรือ
ก็จะขอตอบว่า คนเราแต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกันไป อาจมาจากลักษณะทางพันธุกรรม,ลักษณะนิสัยที่ผิดปกติเช่นดูดนิ้วมือ, ลักษณะอาหารที่ชอบรับประทานเป็นต้น

โดยส่วนใหญ่แล้วหมอมีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ค่ะ

  1. ถ้าคนไข้มีลักษณะผิดปกติของโครงสร้างและความผิดปกตินี้อยู่ในขอบเขตที่การจัดฟันจะทำได้ จะต้องรีบแก้ไขช่วงก่อนที่จะหมดการเจริญเติบโต ในเด็กผู้หญิงคือประมาณ 1-2 ปีก่อนมีประจำเดือน ในเด็กผู้ชายคือ1-2 ปี ก่อนเสียงแตกหรือมีหนวด ความผิดปกติดังกล่าวเช่น ขากรรไกรบนเจริญมากผิดปกติจะต้องรักษาโดยเปลี่ยนแปลงทิศทางการเติบโตของขากรรไกรบนไม่ให้ไปข้างหน้าโดยให้มีทิศลงล่างแทน เมื่อเด็กโตขึ้นขากรรไกรบนจึงจะไม่ดูยื่นผิดปกติ หรือถ้าขากรรไกรล่างเล็กผิดปกติก็อาจกระตุ้นการเจริญเติบโตของขากรรไกรล่างได้เป็นต้น จะเห็นว่าการรักษาในกรณีจะต้องทำในช่วงเวลาที่เหมาะสมหนึ่งเท่านั้น ทำเร็วเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำช้าเกินไปก็ไม่ได้
  2. ถ้ามีความผิดปกติเฉพาะที่ฟันและความผิดปกตินี้อาจทำให้มีผลเสียกระทบต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกรหรือข้อต่อขากรรไกรต้องรีบรักษาทันทีที่เจอและเมื่อเด็กมีพร้อมที่จะใส่และดูแลเครื่องมือ ส่วนใหญ่มักเริ่มได้เมื่อเด็กมีฟันกรามแท้ซี่แรกคืออายุ 6-7 ขวบ ดังนั้น ความผิดปกติในส่วนนี้จะแก้ในระยะฟันชุดผสมคืออายุประมาณ 6-12 ปี จะเห็นว่าการรักษาทางจัดฟัน มักไม่เริ่มในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะเด็กมักยังไม่มีความอดทนและไม่มีความรับผิดชอบพอ และการบังคับให้ใส่เครื่องมือนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังอาจทำให้เด็กมีทัศนคติไม่ดีต่อการทำฟันต่อไปในอนาคตด้วย
  3. ถ้าความผิดปกติเฉพาะที่ฟันหรือความผิดปกติที่เกิดกับขากรรไกรเพียงเล็กน้อย และความผิดปกตินั้นไม่มีผลขัดขวางการเจริญเติบโตตามปกติของขากรรไกร จะให้การรักษาได้ตั้งแต่ในช่วงฟันแท้ คือระยะที่ฟันน้ำนมทุกซี่หลุดไปแล้วถึงอายุใดก็ได้

แต่การจัดฟันในคนอายุมากกว่า การตอบสนองก็อาจช้ากว่าเด็กบ้างแต่ก็ทำได้หากไม่มีโรคอื่นๆที่ทำให้ไม่สามารถมีการสร้างและละลายตามปกติบริเวณกระดูกรอบรากฟันได้เช่นโรคปริทันต์เป็นต้น

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าความผิดปกตินั้นๆมาจากส่วนใด ข้อ1 ข้อ2หรือข้อ3
คำตอบคือการที่จะทราบว่าความผิดปกตินั้นมาจากส่วนไหนจะได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้คือ
1. การตรวจทางทางคลินิกทั้งในช่องปากและนอกช่องปาก บางครั้งรวมถึงการตรวจพ่อแม่ด้วย
2. การวิเคราะห์ผลภาพถ่ายรังสีอย่างน้อย 2 ฟิล์มคือ ภาพถ่ายรังสีด้านข้างของกระโหลก และ ภาพถ่ายรังสีเพื่อแสดงมุมกว้างของฟันทุกซี่ ข้อต่อขากรรไกรและโพรงอากาศ
ในบางครั้งก็ต้องใช้ภาพถ่ายรังสีอื่นๆเพิ่มเติมเช่นภาพถ่ายแนวหน้าหลังของกระโหลก กรณีที่มีความผิดปกติอื่นๆ เช่น ใบหน้า2ด้านไม่เท่ากัน, ภาพถ่ายข้อต่อขากรรไกร, หรือภาพถ่ายข้อนิ้วมือเพื่อดูระยะของการเจริญเติบโตเป็นต้น
3. ภาพถ่ายใบหน้า หน้าตรง หน้ายิ้ม และใบหน้าด้านข้าง ภาพถ่ายรูปฟันในช่องปาก
4. แบบพิมพ์ปากเพื่อวิเคราะห์
จากนั้นจึงนำข้อมูลต่างๆมารวมกัน วิเคราะห์วางแผนการรักษาในคนไข้แต่ละคนต่อไปค่ะ
ดังนั้นในทางปฏิบัติคือ ไปพบทันตแพทย์เพื่อให้วิเคราะห์แต่เนิ่นๆ หากยังไม่ถึงเวลาให้การรักษาหมอฟันจะพอบอกได้คร่าวๆว่าเรามีความผิดปกติในส่วนใดหรือเมื่อใดจึงควรมาจัดฟันค่ะ
ส่วนฉบับหน้าหมอจะกล่าวถึงรายละเอียดอื่นๆของการจัดฟันที่คนไข้มักถามต่อไปค่ะ

•บทความน่าอ่าน•

•ฟันคุด•
• ติดต่อเรา
ทูธเฟรนด์ลี่ คลินิกทันตกรรม
668/75 ถ.พระยาสุเรนทร์ บางชัน
คลองสามวา กทม. 10510
โทร.02-919-1499


•email  Contact@toothrus.com
• บทความน่าอ่าน
คิดถึงฟันในวันเฮฮา
เรื่องของฟันปลอม
โรคฟันผุ
โหวงเฮ้งในมุมมองของหมอฟััน
ฟันคุด
อุบัติเหตุที่เกิดกับฟันน้ำนม

  ดูทั้งหมด...
• เว็บลิงค์
ทันตแพทยสมาคม แห่งประเทศไทย
  ในพระบรมราชูปถัมภ์
สมาคมทันตกรรมจัดฟัน
  และการวิจัยแห่งประเทศไทย
สมาคมลิงกัลว์ออโธดอนติกส์
  แห่งประเทศไทย
Copyright © 2006. Tooth Friendly Dental Clinic All Rights Reserved.
email contact@toothrus.com
Privacy Policy
Terms & Conditions